ภาวะลำไส้ขาดเลือด (Mesenteric ischemia)

ภาวะลำไส้ขาดเลือดเป็นความผิดปกติของระบบหลอดเลือดในช่องท้องที่มีความรุนแรงและถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบให้การวินิจฉัยและรักษาโดยเร็วเนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจนเสียชีวิตได้ และเนื่องจากลักษณะอาการและอาการแสดงทางคลินิกของภาวะนี้ไม่จำเพาะและส่วนใหญ่ไม่ชัดเจนจนในระยะท้าย ๆ ของโรคแล้ว ดังนั้นแพทย์จึงต้องให้ความระมัดระวังและสงสัยภาวะนี้ไว้เสมอในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค

ระบาดวิทยาของโรค

ภาวะลำไส้ขาดเลือดเป็นภาวะที่พบได้ไม่บ่อยนักโดยมีอุบัติการณ์เฉลี่ยเพียงร้อยละ 0.09-0.2 ต่อปีแต่มีความสำคัญมากเนื่องจากผู้ป่วยภาวะนี้มีโอกาสเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงได้มากถึงร้อยละ 60-80 และเนื่องจากโรคนี้พบได้บ่อยในกลุ่มผู้สูงอายุมากกว่าในวัยหนุ่มสาว เมื่อสัดส่วนของผู้สูงอายุในประชากรเพิ่มมากขึ้นจึงเป็นไปได้ว่าอาจมีอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มมากขึ้นกว่านี้ได้ในอนาคต

กายวิภาคศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับโรค

หลอดเลือดแดงที่มาเลี้ยงลำไส้ใหญ่เป็นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง (abdominal aorta) มีอยู่ 3 เส้นได้แก่

  • celiac artery (CA) มีแขนงกระจายไปเลี้ยงทางเดินอาหารส่วนต้น (foregut) ได้แก่ส่่วนปลายของกระเพาะอาหารไปจนถึงลำไส้เล็ก duodenum ส่วนที่ 2 หลอดเลือดเส้นนี้มีขนาดใหญ่ ค่อนข้างสั้นและมีแขนงย่อยค่อนข้างมากจึงมักจะไม่พบมีภาวะลำไส้ขาดเลือดเกิดขึ้น
Gray533
Celiac artery
  • superior mesenteric artery (SMA) มีแขนงกระจายไปเลี้ยงทางเดินอาหารส่วนกลาง (midgut) ตั้งแต่ลำไส้เล็ก duodenum ส่วนที่เหลือ ลำไส้เล็ก jejunum, ileum ไปจนถึงลำไส้ใหญ่ transverse colon ส่วนปลาย หลอดเลือดส่วนนี้เป็นส่วนที่พบเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือดจาก arterial embolus ได้บ่อยที่สุด เนื่องจากจุดที่แยกออกมาจากหลอดเลือดแดง aorta นั้นทำมุมเฉียง 45 องศาที่เป็นมุมที่ลิ่มเลือดลุดลอยผ่านเข้ามาได้ง่าย
Superior_mesenteric_a
superior mesenteric artery
  • interior mesenteric artery (IMA) มีแขนงกระจายไปเลี้ยงลำไส้ส่วนปลาย (hindgut) ตั้งแต่ลำไส้ใหญ่ส่วน transverse colon ไปจนถึง rectum ภาวะขาดเลือดของลำไส้จากหลอดเลือดบริเวณนี้สามารถพบได้บ้างแต่โดยมากแล้วมักจะพบร่วมกับการขาดเลือดที่ SMA ร่วมด้วย
Inferior_mesenteric_a
Inferior mesenteric artery

พยาธิสรีรวิทยาของโรค

เมื่อการไหลเวียนภายในหลอดเลือดของลำไส้เริ่มลดลงหรือหยุดไป เนื้อเยื่อลำไส้ในชั้น mucosa จะเป็นส่วนแรกที่เกิดการขาดเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดอาการปวดท้องขึ้นได้เนื่องจากมีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่ในชั้นนี้ แต่เนื่องจากส่วนของผนังลำไส้ที่อยู่ด้านนอก (ได้แก่ชั้น muscularis และ serosa) ยังไม่เกิดการขาดเลือด จึงมักจะยังไม่ปรากฏอาการระคายเคืองของเยื่อบุช่องท้องจนทำให้ตรวจพบ rebound tenderness ได้ ผู้ป่วยจึงมักจะมีอาการปวดท้องที่รุนแรงกว่าลักษณะที่ตรวจพบได้จากทางหน้าท้อง แต่เมื่อการขาดเลือดดำเนินต่อไปมากขึ้น ก็จะทำให้เกิดการตายของลำไส้ชั้นที่อยู่รอบนอกด้วยจนทำให้เกิดอาการปวดท้องและตรวจพบสัญญาณบ่งชี้ว่าเกิดการอักเสบในช่องท้อง (peritonitis) ได้ในเวลาต่อมา สิ่งที่น่าสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับอาการปวดในภาวะนี้ก็คือ อาการปวดที่เกิดขึ้นจากการขาดเลือดระยะแรกและระยะหลัง อาจคั่นด้วยช่วงเวลาที่อาการปวดท้องลดลงหรือหายไปราว 3-6 ชั่วโมง เนื่องจากในช่วงที่ลำไส้ขาดเลือดไปมากอาจทำให้การทำงานของเส้นประสาทรับความรู้สึกจากช่องท้องเสียไปจนไม่สามารถส่งสัญญาณของอาการปวดออกมาได้

ชนิดของการขาดเลือดในลำไส้

การขาดเลือดที่เกิดขึ้นในลำไส้อาจเกิดขึ้นได้ใน 2 ลักษณะคือ การขาดเลือดอย่างเฉียบพลันและอย่างเรื้อรัง ซึ่งในกรณีเรื้อรังนั้นมักจะไม่ได้มีสาเหตุมาจากการอุดตันภายในหลอดเลือดโดยตรง สาเหตุที่ทำให้เกิดลำไส้ขาดเลือดอย่างเฉียบพลันนั้นแบ่งออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ หลอดเลือดแดงอุดตันจากลิ่มเลือดในบริเวณอื่น (arterial embolus) ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดแดง (arterial thrombosis) ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (venous thrombosis) และการขาดเลือดที่ไม่ได้มาจากการอุดตันของหลอดเลือด (nonocclusive ischemia)

Acute arterial emboli เป็นสาเหตุของการขาดเลือดในลำไส้ที่พบบ่อยที่สุดคือประมาณร้อยละ 40-50 ของผู้ป่วยทั้งหมด ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดที่ลอยมาอุดหลอดเลือดได้แก่ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด atrial fibrillation, กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง (cardiomyopathy) โรคของลิ้นหัวใจ และลิ่มเลือดที่เกิดหลังการตรวจ angiography เป็นต้น จุดที่เกิดการอุดตันในหลอดเลือดมักอยู่ในหลอดเลือด SMA ที่บริเวณ 3-10 ซม. จากจุดที่แยกแขนงออกมาจากหลอดเลือด aorta ซึ่งที่จุดนี้แขนงของหลอดเลือด jejunal และ middle colic artery ได้แยกออกไปแล้ว ดังนั้นลำไส้ส่วนที่เลี้ยงด้วยแขนงของหลอดเลือดเหล่านี้จึงมักจะไม่เกิดการขาดเลือดไปด้วย เมื่อการไหลเวียนเลือดลดลง ลำไส้ส่วนที่ขาดเลือดจะมีการบีบตัวมากขึ้นในระยะแรก (gut emptying) ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้องร่วมกับอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลวจนอาจทำให้วินิจฉัยผิดเป็นอาการท้องร่วงได้

Acute arterial thrombosis ในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดตีบ atherosclerosis อาจมีการก่อตัวของคราบไขมัน (plaque) ที่บริเวณส่วนต้นของหลอดเลือด SMA และรบกวนการไหลเวียนเลือดมาที่ลำไส้ได้ โดยในรายที่ plaque นั้นเกิดการปริแตกจะกระตุ้นให้เกิดการก่อตัวของลิ่มเลือดในบริเวณนั้นจนทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดจนเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือดขึ้นอย่างเฉียบพลันได้ อย่างไรก็ตามเนื่องจาก plaque ที่เกิดขึ้นอย่างเรื้อรังมักจะทำให้การไหลเวียนเลือดมาที่ลำไส้ลดลง ผู้ป่วยเหล่านี้จึงมักมีประวัติอาการปวดท้องอย่างเรื้อรังและมักจะปรากฏอาการขึ้นหลังรับประทานอาหารซึ่งเรียกว่า intestinal angina นำมาก่อน

Mesenteric venous thrombosis พบเป็นสาเหตุของภาวะลำไส้ขาดเลือดได้ราวร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยทั้งหมด ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีประวัติของภาวะเลือดแข็งตัวเป็นลิ่มได้ง่าย (hypercoagulable state) มาก่อน เช่น protein C หรือ protein S deficiency, antithrombin III deficiency, factor V Leiden mutation เป็นต้น รวมถึงการมีปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง การติดเชื้อในกระแสเลือด (sepsis), โรคตับและ portal hypertension, โรคเลือด sickle cell disease และโรคตับอ่อนอักเสบ (pancreatitis) เป็นต้น เมื่อเกิดอาการขาดเลือดผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดท้องขึ้นอย่างช้า ๆ และไม่รุนแรงเหมือนที่พบในการอุดตันของหลอดเลือดแดง บางรายอาจมาพบแพทย์หลังจากมีอาการเกินกว่า 24 ชั่วโมงไปแล้วดังเช่นในรายงานการวิจัยหนึ่งซึ่งพบว่าผู้ป่วยภาวะลำไส้ขาดเลือดจากสาเหตุนี้มีอาการปวดท้องอยู่ระหว่าง 5-14 วันและนานที่สุดได้ถึง 1 เดือนก่อนได้รับการวินิจฉัย

Nonocclusive ischemia เป็นสาเหตุของภาวะลำไส้ขาดเลือดได้ประมาณร้อยละ 20 ส่วนใหญ่แล้วการขาดเลือดในลำไส้มักจะมีสาเหตุมาจากการไหลเวียนเลือดของร่างกายโดยรวมลดลง เช่น hypovolemia, การใช้ยาในกลุ่ม vasopressor ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือในภาวะ sepsis เป็นต้น ในภาวะที่มีการไหลเวียนเลือดในร่างกายลดลง หลอดเลือดในลำไส้จะมีการปรับตัวโดยเกิดการหดเกร็งของหลอดเลือดซึ่งทำให้การไหลเวียนเลือดเข้ามายังที่ผนังลำไส้ลดลงได้มากจนเกิดการขาดเลือดในที่สุด ผู้ป่วยที่เกิดการขาดเลือดของลำไส้จากสาเหตุนี้มักจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงมากเนื่องจากมีสาเหตุอื่นที่ทำให้เกิดการขาดเลือดของลำไส้ร่วมด้วย

ลักษณะอาการและอาการแสดงทางคลินิก

ผู้ป่วยที่มักพบจะเกิดภาวะลำไส้ขาดเลือดมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุและมีโรคร่วมที่เพิ่มความเสี่ยงของภาวะนี้อยู่ก่อนเช่นโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบ (peripheral arterial disease) โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (coronary artery disease) เบาหวาน โรคไตที่ต้องรับการรักษาด้วยการล้างไต โรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (venous thromboembolism) และโรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น อาการเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่อาการปวดท้อง ซึ่งมักจะเป็นลักษณะอาการปวดเกร็งที่บริเวณรอบสะดือแต่ระบุตำแหน่งไม่ได้แน่ชัด แต่เมื่อเวลาผ่านไปลักษณะทางคลินิกที่เกิดจากการขาดเลือดของลำไส้จะเปลี่ยนแปลงไปซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะตามลำดับทางพยาธิสรีรวิทยาของโรคได้แก่ hyperactive phase, paralytic phase และ shock phase

  • Hyperactive phase ในระยะนี้ผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดท้องรุนแรงและไม่สัมพันธ์กับลักษณะที่พบจากการตรวจร่างกาย อาการที่อาจพบร่วมได้ในระยะนี้ได้แก่อาการอาเจียน ถ่ายเหลว และอาการถ่ายมีเลือดปน อาการเหล่านี้เกิดขึ้นเนื่องจากเริ่มมีการขาดเลือดของผนังชั้นในสุดของลำไส้ ซึ่งจะกระตุ้นทำให้ลำไส้มีการบีบตัวมากขึ้น
  • Paralytic phase เมื่อการขาดเลือดดำเนินต่อไปจะทำให้ลำไส้มีการเคลื่อนไหวลดลง อาการปวดท้องจะมากขึ้นและมีลักษณะทางคลินิกที่สามารถตรวจพบได้ ได้แก่ อาการกดเจ็บ ท้องอืดตึง เสียงของลำไส้ลดลง
  • Shock phase เมื่อลำไส้เกิดการขาดเลือดมากจนเริ่มมีการตายของเนื้อเยื่อในลำไส้ จะเริ่มมีของเหลวซึมผ่านผนังของลำไส้ออกมาในช่องท้องทำให้เกิดภาวะ peritonitis ได้ (พบได้ราวร้อยละ 16 ของผู้ป่วยทั้งหมด) ผู้ป่วยเหล่านี้มักเกิดภาวะ sepsis และภาวะแทรกซ้อนอื่นเช่นภาวะเลือดเป็นกรด (metabolic acidosis) ร่างกายขาดน้ำ ความดันโลหิตลดต่ำ หัวใจเต้นเร็วและระดับความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงตามมา

ข้อควรสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับภาวะนี้คือ ลักษณะทางคลินิกของผู้ป่วยแต่ละรายนั้นอาจมีความแตกต่างกันได้เนื่องจากสาเหตุของการขาดเลือดในผู้ป่วยนั้นมีความแตกต่างกัน และในผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่พบความผิดปกติใด ๆ จากการตรวจร่างกายเลยก็ได้ ดังเช่นในการศึกษาหนึ่งซึ่งพบความผิดปกติจากการตรวจร่างกายเพียงร้อยละ 22 ของผู้ป่วยทั้งหมดเท่านั้น ดังนั้นแพทย์จึงต้องนึกถึงและสงสัยภาวะนี้เอาไว้เสมอในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดท้องโดยไม่ปรากฏสาเหตุชัดเจน และมีปัจจัยเสี่ยงของเกิดโรค

การวินิจฉัย

นอกเหนือไปจากประวัติอาการและการตรวจร่างกายแล้ว การตรวจที่อาจนำมาใช้สนับสนุนการวินิจฉัยได้แก่ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจทางรังสีวิทยา

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ การตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดขาว (white blood cell count), ระดับกรดแลคติคในเลือด ระดับ d-dimer และ Urine intestinal fatty acid binding protein การตรวจเหล่านี้ส่วนใหญ่แม้จะมีความไวค่อนข้างสูงแต่ไม่ค่อยมีความจำเพาะ (ยกเว้นกรณีของ urine intestinal fatty acid binding protein) และมักจะพบความผิดปกติได้ในระยะท้าย ๆ ของโรคดังนั้นจึงมักจะไม่ค่อยมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยมากนัก

การตรวจทางรังสีวิทยา ได้แก่

  • การถ่ายภาพรังสีของช่องท้อง (plain abdominal radiography) โดยส่วนใหญ่ลักษณะความผิดปกติที่ตรวจพบได้บ่อยจากภาพถ่ายรังสีแบบนี้เช่น small bowel distention, air-fluid levels หรือ ileus มักจะไม่จำเพาะกับภาวะลำไส้ขาดเลือด และในบางรายก็อาจไม่พบความผิดปกติก็ได้ ลักษณะความผิดปกติอื่น ๆ ที่ค่อนข้างจำเพาะเช่น thumbprinting หรือ thickening bowel loops รวมถึง pneumatosis intestinalis นั้นพบได้ไม่บ่อยนัก และมักจะพบได้เมื่อโรคดำเนินไปมากแล้วจึงมักไม่ค่อยมีประโยชน์ในการวินิจฉัย
  • Ultrasound imaging การตรวจชนิดนี้สามารถตรวจพบความผิดปกติของหลอดเลือด mesenteric vessels ได้เมื่อมีการตีบแคบมากกว่า 50% จึงเหมาะสำหรับการนำมาใช้วินิจฉัยภาวะลำไส้ขาดเลือดเรื้อรัง ส่วนในกรณีของภาวะลำไส้ขาดเลือดเฉียบพลันนั้น การตรวจนี้ยังไม่มีบทบาทชัดเจน เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีอาการท้องอืดตึงและมีลมในลำไส้มากจนทำให้การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีนี้ทำได้ยาก
  • Computed tomography angiography เป็นการตรวจที่ถูกนำมาใช้มากที่สุดสำหรับการวินิจฉัยภาวะนี้เนื่องจากด้วยเทคนิคในปัจจุบันทำให้ความไวในการวินิจฉัย (sensitivity) เพิ่มขึ้นมากถึง 93% และความจำเพาะรวมถึง positive และ negative predictive value อยู่ระหว่าง 92-100%, 90-100%, และ 94-98% ตามลำดับ ลักษณะความผิดปกติที่สามารถตรวจพบได้จาก CT angiography ได้แก่การพบลิ่มเลือดภายในหลอดเลือด ซึ่งจะพบเป็น hypoattenuated thrombus การบวมของผนังลำไส้และ mesentery และการอืดตึงของลำไส้ เป็นต้น
PMC2769432_1757-1626-0002-0000008358-002
ลักษณะของลิ่มเลือดที่อยู่ภายในหลอดเลือด mesenteric artery (ลูกศรชี้) เป็น contrast filling defect ภายในหลอดเลือด ภาพจาก https://openi.nlm.nih.gov/detailedresult.php?img=PMC2769432_1757-1626-0002-0000008358-002&req=4
bowel_ischemia_CT
ลักษณะของ mesenteric ischemia ที่พบได้จากการตรวจ CT ซึ่งพบว่าผนังลำไส้บวมทำให้ attenuation (ระดับความขาว) ของผนังลำไส้ลดลง (ตามลูกศรชี้) ร่วมกับมีลำไส้อืดตึง เมื่อเทียบกับผนังลำไส้ปกติ (หัวลูกศรชี้) ภาพจาก http://radiologyinthai.blogspot.com/2011/02/small-bowel-ischemia.html
  • Angiography ในอดีตการตรวจด้วยวิธีนี้ถือเป็นการตรวจมาตรฐานสำหรับการวินิจฉัยภาวะลำไส้ขาดเลือดเนื่องจากมีความแม่นยำสูงและมีบทบาทในการรักษาด้วยวิธีการถ่างขยายหลอดเลือด อย่างไรก็ตามในปัจจุบันการตรวจนี้ถูกนำมาใช้เพื่อการยืนยันการวินิจฉัยเฉพาะในรายที่ยังไม่สามารถยืนยันการวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจวิธีอื่น
  • Laparoscopy สำหรับในสถานพยาบาลหรือสถาบันบางแห่งที่มีข้อจำกัดของการตรวจวินิจฉัยด้วย CT angiography หรือ angiography และอ่านผลโดยรังสีแพทย์ที่เชี่ยวชาญ หรือข้อจำกัดในด้านผู้ป่วยเช่นการมีภาวะไตวายเฉียบพลัน หรือมีอาการแพ้สารทึบรังสี เป็นต้น การตรวจวินิจฉัยโดยการตรวจส่องกล้องในช่องท้อง (diagnostic laparoscopy) อาจนำมาใช้ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยได้ มีรายงานการศึกษาที่พบว่าการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีนี้สามารถช่วยลดระยะเวลาของการวินิจฉัยลงและเพิ่มโอกาสำเร็จของการรักษาได้

การดูแลรักษาผู้ป่วย

กระบวนการรักษาผู้ป่วยภาวะลำไส้ขาดเลือดนั้นควรเริ่มตั้งแต่ผู้ป่วยยังอยู่ในระหว่างการตรวจวินิจฉัย การรักษาที่ควรพิจารณาให้กับผู้ป่วยได้แก่

  1. การให้สารน้ำแก่ผู้ป่วยอย่างเพียงพอ (โดยเฉลี่ยราว 8-20 ลิตร) เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้มักจะเกิดภาวะร่างกายขาดน้ำและมีความผิดปกติทาง metabolism หลายอย่างจากการรั่วของสารน้ำผ่านทางลำไส้  
  2. พิจารณาการให้ยาปฏิชีวนะที่ครอบคลุมเชื้อในลำไส้ เช่น ceftriaxone ร่วมกับ metronidazole หรือ piperacillin-tazobactam
  3. ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ได้แก่ heparin แบบหยดเข้าทางหลอดเลือดดำ
  4. สำหรับลำไส้ในส่วนที่การขาดเลือดไม่มากนัก พิจารณารักษาด้วยวิธี revascularization คือการผ่าตัดเปิดหลอดเลือดเพื่อนำลิ่มเลือดออกแล้วทำการซ่อมแซม หรือใช้วิธีการ endovascular repair เช่น embolectomy, thrombectomy, endarterectomy หรือ bypass ส่วนลำไส้ที่มีการตายเกิดขึ้นแล้วอาจพิจารณาตัดออก
  5. ภายหลังการผ่าตัด การดูแลผู้ป่วยเพื่อเฝ้าระวังการเกิดการหดเกร็งของหลอดเลือดในช่องท้อง (mesenteric vasospasm) เป็นสิ่งสำคัญมากเนื่องจากอาจทำให้อาการของโรคแย่ลง การรักษาที่นิยมให้ในกรณีนี้ ได้แก่ intra-arterial papavarine infusion โดยการสอดสายสวนเข้าไปยังหลอดเลือดแดง SMA หรือให้ยาในกลุ่ม prostaglandin E1 ซึ่งมีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดก็ได้

ผลการรักษาและการพยากรณ์โรค

ในอดีตภาวะลำไส้ขาดเลือดเป็นภาวะที่อัตราการเสียชีวิตสูงมากถึงร้อยละ 80 และลดลงมาเหลือร้อยละ 70 ในปัจจุบัน ทั้งนี้ขึ้นกับสาเหตุของการเกิดโรค สาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นจากภาวะแทรกซ้อนเช่น respiratory failure, multiorgan failure และ sepsis การวินิจฉัยโรคให้ได้อย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก โดยมีข้อมูลการศึกษาพบว่าการวินิจฉัยและให้การรักษาภายใน 12 ชั่วโมงสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงเหลือเพียงร้อยละ 14 สำหรับภาวะแทรกซ้อนหลังการผ่าตัดที่พบได้บ่อยได้แก่ short gut syndrome ซึ่งพบได้ราวร้อยละ 35-79 ของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งต้องอาศัยการดูแลติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในระยะหลังการผ่าตัด

สรุป

ภาวะลำไส้ขาดเลือดถือเป็นภาวะฉุกเฉินของระบบไหลเวียนเลือดที่แพทย์ต้องทำความคุ้นเคยและนึกถึงไว้เสมอในผู้ป่วยที่มาด้วยอาการปวดท้องเนื่องจากเป็นภาวะที่วินิจฉัยได้ค่อนข้างยากและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้ แม้ว่าสาเหตุของการเกิดภาวะนี้จะมีได้หลากหลาย แต่แนวทางในการรักษาจะคล้ายคลึงกัน และส่วนสำคัญที่สุดคือการวินิจฉัยให้ได้อย่างรวดเร็ว ร่วมกับการเริ่มต้นการรักษาไปก่อนในระหว่างที่ดำเนินการตรวจวินิจฉัย เพื่อให้ผลการรักษาดีที่สุดและลดภาวะแทรกซ้อนลงได้