แนวทางใช้ยารักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง ล่าสุดโดย ASCO

4.0.4

ในระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมาได้มีการค้นคว้าพัฒนายาใหม่ ๆ สำหรับใช้บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนที่เกิดขึ้นจากการได้รับยาเคมีบำบัดเพิ่มขึ้นอย่างมากทำให้แพทย์มีทางเลือกที่ในการใช้ยาและวิธีการรักษาที่มากขึ้นและทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยากลุ่มนี้มีอาการและคุณภาพชีวิตโดยรวมที่ดีขึ้นด้วย สมาคม American Society of Clinical Oncology (ASCO) จึงทำการรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลแบบ systematic review เกี่ยวกับการรักษาต่าง ๆ ในปัจจุบันมาเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น โดยแนวทางปฏิบัติที่ทาง ASCO ได้ให้คำแนะนำในแนวทางเวชปฏิบัติใหม่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ดังต่อไปนี้

การรักษาในผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาเคมีบำบัด

  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยา cisplatin หรือยาอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาได้มาก ควรได้รับการรักษาด้วยยา 4 ชนิดร่วมกันได้แก่ยาในกลุ่ม neurokinin-1 (NK1) receptor antagonist, serotonin (5-HT3) receptor antagonist, dexamethasone และ olanzapine โดยควรจะให้ยา dexamethasone กับ olanzapine ต่อไปอีกอย่างน้อย 3 วัน (วันที่ 2-4 หลังให้ยา)
  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยา anthracycline ร่วมกับ cyclophosphamide ควรได้รับการรักษาด้วยยา 4 ชนิดร่วมกันได้แก่ยาในกลุ่ม NK1 receptor antagonist, serotonin 5-HT3 receptor antagonist, dexamethasone และ olanzapine โดยให้ olanzapine ต่อไปอีกอย่างน้อย 3 วัน
  • สำหรับยาที่มีความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนปานกลาง เช่นยา carboplatin ที่มีระดับยาในร่างกายเมื่อคำนวณค่า area under the curve (AUC) แล้ว ≥4 mg/mL/min ควรได้รับยาอย่างน้อย 3 ชนิดได้แก่ NK1 receptor antagonist, 5-HT3 receptor antagonist และ dexamethasone
  • สำหรับยาที่ความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนปานกลางอื่น ๆ แนะนำการใช้ยา 2 ชนิดคือ 5-HT3 receptor antagonist และ dexamethasone เฉพาะวันแรกของการให้ยา
  • ในผู้ป่วยที่ได้รับยาดังต่อไปนี้คือ cyclophosphamide, doxorubicin, oxaliplatin หรือยาอื่น ๆ ที่มีข้อมูลว่าอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในระยะหลังการให้ยาไปแล้ว (delayed nausea/vomiting) อาจพิจารณาให้ยา dexamethasone ในวันที่ 2-3 หลังการให้ยาได้
  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยาที่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนต่ำ แนะนำการให้ยา 5-HT3 receptor antagonist และ dexamethasone ก่อนให้ยาเคมีบำบัดเพียงครั้งเดียว ส่วนยาที่มีความเสี่ยงน้อยมากหรือพบในบางราย ไม่จำเป็นต้องให้ยารักษาในผู้ป่วยทุกราย
  • กรณีที่ผู้ป่วยได้รับยาเคมีบำบัดพร้อมกันหลายชนิด ให้พิจารณาเลือกการรักษาตามชนิดยาที่มีความเสี่ยงในการทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนสูงสุดในสูตรยานั้น
  • สามารถพิจารณาให้ยา lorazapam เป็นการรักษาเสริม (adjunctive therapy) สำหรับผู้ป่วยได้ แต่ไม่แนะนำการใช้ยานี้เดี่ยว ๆ เพื่อการรักษาอาการคลื่นไส้อาเจียนจากยาเคมีบำบัด สำหรับกรณีของ medical marijuana, dronabional, nabilone หรือยาในกลุ่ม cannabinoids อื่น ๆ และขิง รวมถึงวิธีการอื่นเช่นการฝังเข็มหรือกดจุด ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปได้ว่าควรนำมาใช้ในผู้ป่วยหรือไม่
  • สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายไขกระดูกหรือ stem cell และได้รับยาเคมีบำบัด แนะนำการใช้ยา 3 ชนิดคือ NK1 receptor antagonist, 5-HT3 receptor antagonist และ dexamethasone
  • ในกรณีที่มีการให้ยาเคมีบำบัดต่อเนื่องกันนานหลายวัน ควรให้ยาก่อนเริ่มการรักษาและให้ต่อเนื่องไปทุกวันจนถึง 2 วันหลังจากที่ให้ยาเคมีครบแล้ว โดยเลือกใช้ยาที่เหมาะสมตามความเสี่ยงสูงสุดของยาที่มีในสูตร และหากมีการใช้ยาสูตรที่มีการให้ยา cisplatin ต่อเนื่องกัน 4 หรือ 5 วัน ควรเลือกใช้เป็นยา 3 ชนิดคือ NK1 receptor antagonist, 5-HT3 receptor antagonist และ dexamethasone
  • กรณีที่เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในระหว่างการให้ยา (Breakthrough nausea/vomiting) ควรพิจารณาตรวจประเมินผู้ป่วยเกี่ยวกับสาเหตุของอาการคลื่นไส้อาเจียนและยาต่าง ๆ ที่ได้รับก่อนว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น จากนั้นอาจพิจารณาให้ยา olanzapine เพิ่มเติม หรือหากได้รับอยู่แล้ว พิจารณาให้ยา NK1 receptor antagonist, lorazepam, alprazolam, ยากลุ่ม dopamine receptor antagonist, dronabinol หรือ nabilone เพิ่มเติมได้
  • ผู้ป่วยบางรายอาจรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนตั้งแต่ก่อนเริ่มให้ยา เรียกว่า anticipatory nausea/vomiting ซึ่งกรณีนี้ควรเลือกใช้ยาตามชนิดของยาเคมีบำบัดที่วางแผนไว้ว่าจะให้ได้เลยโดยไม่ต้องเริ่มจากยาที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า

การรักษาในผู้ป่วยที่รักษาด้วยการฉายแสงหรือรังสีรักษา

  • กรณีผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงและมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนสูง ควรได้รับยา 2 ชนิดคือ 5-HT3 receptor antagonist และ dexamethasone ก่อนการฉายแสงทุกวันและหลังจากวันฉายแสงแล้วอีก 1 วัน
  • กรณีผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงและมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนปานกลาง ควรได้รับยา 5-HT3 receptor antagonist โดยอาจให้ยา dexamethasone ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ ก่อนการฉายแสงทุกวันในช่วง 5 วันแรกของการรักษา
  • กรณีผู้ป่วยได้รับการรักษาด้วยการฉายแสงที่สมองและเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ควรรักษาด้วยยา dexamethasone ส่วนในรายที่เกิดอาการจากการฉายแสงที่บริเวณศีรษะและคอ อก หรือเชิงกราน หรือจากการฉายแสงอื่น ๆ ที่โดยทั่วไปไม่ทำให้เกิดอาการ ควรรักษาด้วยยา 5-HT3 receptor antagonist, dexamethasone หรือ dopamine receptor antagonist
  • ในผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดและรังสีรักษาควบคู่กัน ให้เลือกยาที่เหมาะสมกับสูตรยาเคมีบำบัดที่ใช้ เว้นแต่ในกรณีที่ความเสี่ยงที่จะเกิดอาการจากการฉายแสงนั้นมากกว่า และหากเป็นการฉายแสงต่อหลังจากที่ใช้ยาเคมีบำบัด ควรให้ยาป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียนโดยพิจารณาจากความเสี่ยงที่สัมพันธ์กับการฉายแสงเป็นหลัก

ที่มา: Antiemetics: American Society of Clinical Oncology Clinical Practice Guideline Update