หลักการป้องกันโรคเบาหวาน โดย American Diabetes Association 2018

โรคเบาหวาน (diabetes mellitus, DM) คือโรคของความผิดปกติที่เกิดจากการสร้างหรือการตอบสนองต่อฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ลดลงกว่าปกติ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงสามารถทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว และภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่สำคัญของคนทั่วโลก ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการในการรักษาโรคเบาหวานให้หายขาดได้ มีเพียงแต่การชะลอการดำเนินโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนเท่านั้น

ข้อมูลในปัจจุบันทำให้เราทราบว่าแม้โรคเบาหวานจะไม่สามารถรักษาได้หายขาด แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นการจัดการด้านอาหาร การออกกำลังกาย รวมไปถึงการใช้ยาต่าง ๆ สมาคมโรคเบาหวานประเทศสหรัฐอเมริกา (american diabetes association) จึงรวบรวมข้อมูลหลักฐานการวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันโรคเบาหวานมาเผยแพร่เพื่อให้แพทย์สามารถนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ง่ายและมีมาตรฐาน

ใครบ้างที่ควรเริ่มป้องกันโรคเบาหวาน

นอกเหนือไปจากผู้ที่ผลการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดออกมาสูงระหว่าง 100-126 mg/dL หรือค่า HbA1C 5.7-6.4% ที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานแล้ว ผู้ที่ควรเริ่่มมีการจัดการเพื่อป้องกันเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป เพศชาย หรือเพศหญิงที่มีประวัติเบาหวานในขณะตั้งครรภ์ มีโรคความดันโลหิตสูง และมีน้ำหนักตัวเกิน ซึ่งมีการทำแบบประเมินความเสี่ยงต่าง ๆ และให้คะแนนตามดับความเสี่ยงเอาไว้ดังตาราง

diabetes risk test
แบบประเมินความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน โดย American diabetes association

 

สำหรับผู้ที่มีคะแนนรวมจากการทดสอบตั้งแต่ 5 คะแนนขึ้นไป ควรเริ่มจัดการป้องกันการเป็นโรคเบาหวาน และควรมีการติดตามตรวจดูระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะทุกปีเริ่มตั้งแต่อายุ 45 ปีขึ้นไป

แนวทางการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรคเบาหวาน

การปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีวิต (lifestyle interventions) ข้อมูลเกี่ยวกับผลดีของการทำ lifestyle interventions มาจากการศึกษาวิจัยชื่อ the diabetes prevention program ที่พบว่าการจัดการต่าง ๆ ตามที่กำหนดในการวิจัยสามารถลดอุบัติของการเกิดโรคเบาหวานภายใน 3 ปีได้ถึง 58% และลดการเป็นเบาหวานภายใน 15 ปีได้ 27% ซึ่งแสดงว่าวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวมีประสิทธิภาพจริง และยิ่งทำได้ต่อเนื่องได้นานก็จะยังมีผลดีต่อไปได้เกิน 10 ปีเลยทีเดียว

การออกกำลังกายและการควบคุมน้ำหนัก

  1. ลดน้ำหนักตัวลงให้ได้อย่างน้อย 7% จากเริ่มต้น โดยควรให้น้ำหนักตัวลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 0.5-1 กก ต่อสัปดาห์โดยการควบคุมอาหารให้ได้รับพลังงานต่อวันลดลง 500-1,000 kcal ต่อวัน โดยคำนวณจากปริมาณแคลอรี่ที่ควรได้รับสำหรับน้ำหนักตัวปัจจุบัน
  2. ออกกำลังกายเช่นการเดินเร็วเป็นประจำรวมกันอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ หรือถ้าเป็นการออกกำลังกายแบบฝึกกล้ามเนื้อ (weight หรือ strength training) ควรทำได้รวมกันอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ จุดประสงค์ของการฝึกออกกำลังกายในระดับนี้คือเพื่อให้เกิดการใช้พลังงานจากการทำกิจกรรมของร่างกายอย่างน้อย 700 kcal ต่อสัปดาห์

การจัดการด้านอาหารและโภชนาการ

  1. การดูแลชนิดของไขมันที่รับประทานมีความสำคัญมากกว่าการดูแลด้านปริมาณ โดยเน้นการรับประทานอาหารที่มีไขมันแบบ monounsaturated fat เช่นอาหารจำพวก mediterranean diet มีส่วนช่วยในการป้องกันการเป็นเบาหวานได้

    8-015_MediterraneanDietDIAGRAM1.jpg

  2. อาหารจำพวกที่แนะนำให้รับประทานเนื่องจากมีข้อมูลว่าสามารถลดโอกาสของการเกิดโรคเบาหวานได้ได้แก่อาหารจำพวกถั่วมีเปลือก (nuts) ผลไม้จำพวกเบอร์รี่ (berries) โยเกิร์ต กาแฟ และชา
  3. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือรับประทานให้น้อยที่สุดได้แก่ เนื้อแดง และเครื่องดื่มที่เติมน้ำตาลทุกชนิดเนื่องจากมีข้อมูลว่าเพิ่มโอกาสการเป็นโรคเบาหวานได้

การรักษาด้วยการใช้ยา

  1. สำหรับในผู้ที่มีโรคอ้วน คือมีค่าดัชนีมวลกาย (body mass index, BMI คำนวณโดยใช้น้ำหนักตัวในหน่วยกิโลกรัมหารด้วยความสูงในหน่วยเมตรยกกำลังสอง หรือ BMI = BW [kg]/Height [m^2] ตั้งแต่ 35 kg/m^2 ขึ้นไปควรเริ่มให้การรักษาด้วยยา metformin
  2. ผู้ที่ได้รับการรักษาด้วยยา metformin ในระยะยาวมีแนวโน้มที่จะเกิดการขาด vitamin B12 ดังนั้นควรมีการติดตามดูระดับ vitamin B12 เป็นระยะ ๆ หรือให้วิตามินชนิดนี้เสริมโดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะโลหิตจางหรือมีการทำงานของเส้นประสาทส่วนปลายผิดปกติ (peripheral neuropathy)

อันที่จริงแล้วยาที่มีข้อมูลจากการวิจัยว่าสามารถช่วยลดโอกาสหรือชะลอการเป็นโรคเบาหวานได้มีหลายกลุ่มนะครับเช่น metformin, alpha-glucosidase inhibitors, orlistat, glucagon-like peptide 1 (GLP-1) receptor agonists และยาในกลุ่ม thiazolidinediones เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน FDA ยังไม่ได้มีการรับรองให้ใช้ยาใดเพื่อการป้องกันโรคเบาหวานเป็นการเฉพาะ (รวมทั้งยา metformin ด้วย) แต่เนื่องจากยา metformin เป็นยาที่มีประสิทธิภาพและค่อนข้างปลอดภัยในระยะยาวอย่างชัดเจน จึงเป็นยาที่แนะนำให้ใช้โดย ADA กรณีจะใช้ยาอื่นนอกจากยา metformin ควรพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียค่าใช้จ่ายและภาวะแทรกซ้อนให้เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย

การป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด

เนื่องจากความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดนั้นเริ่มเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ในระยะ prediabetes ไม่ใช่หลังจากที่เป็นเบาหวานแล้ว ดังนั้นในผู้ที่เป็น prediabetes ทุกคนและผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ควรพิจารณาเริ่มจัดการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เลย โดยมีการตรวจคัดกรองหาโรคที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดเช่น โรคความดันโลหิตสูง (hypertension) และไขมันในเลือดสูง (dyslipidemia) รวมถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และจัดการแก้ไขควบคู่กันไปกับการจัดการป้องกันโรคเบาหวานอื่น ๆ ตามข้างต้นดังกล่าวแล้ว

ที่มา

American Diabetes Association. 5. Prevention or Delay of Type 2 Diabetes: Standards of Medical Care in Diabetes-2018. Diabetes Care. 2018 Jan;41(Suppl 1):S51–4.