นอนหลับแล้วฝัน กับนอนหลับโดยไม่ฝัน แบบไหนดีกว่ากัน

วัฒนธรรมของคนเราไม่ว่าจะอยู่เชื้อชาติใดหรือใช้ภาษาไหน ก็มักจะมีคำอวยพรก่อนลาจากกันในตอนกลางคืนที่เกี่ยวกับการนอนหลับและการฝันว่า “นอนหลับฝันดี” “sweet dreams” หรือ “良い夢を。” เป็นต้น แต่ก็อาจจะมีคำกล่าวที่บอกต่อ ๆ กันมาว่า การนอนหลับที่ดีและหลับสนิท คือการหลับโดยที่ไม่ฝัน เช่นนี้แล้ว การนอนหลับแบบไหนเป็นการนอนหลับที่ดีและมีประโยชน์ต่อสุขภาพของคนเรากันแน่ วันนี้มีคำตอบมาบอกกันครับ

ปกติแล้วมนุษย์เรา เมื่อนอนหลับ จะมีระดับความลึกของการนอนหลับอยู่หลายระดับ จากการศึกษาทางสรีรวิทยาแบ่งระดับความลึกของการนอนหลับออกเป็น 4 ระดับโดยอาศัยลักษณะการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองและการทำงานของกล้ามเนื้อในร่างกายเป็นตัวช่วย ได้แก่

Stages-of-Sleep12การนอนหลับระยะที่ 1 และ 2 (stage 1 and 2 sleep) สำหรับระยะที่ 1 เป็นระดับตื้นที่สุดของการนอนหลับ แตกต่างไปจากการนอนหลับตาเฉย ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในช่วงนี้คลื่นสมองจะมีความแรงของกระแสไฟฟ้าลดลงกว่าในตอนตื่นอยู่เล็กน้อย กล้ามเนื้อต่าง ๆ ของร่างกายก็ยังคงมีความตึงตัวในระดับใกล้เคียงกับตอนตื่น ส่วนการนอนหลับในระยะที่ 2 นั้นการนอนหลับเริ่มลึกขึ้นกว่าเดิม คลื่นสมองเริ่มช้าลง กล้ามเนื้อต่าง ๆ มีความตึงตัวลดลงกว่าในตอนแรก การนอนหลับในระยะที่ 1 และ 2 นี้หากถูกปลุกก็จะตื่นได้ง่ายและมีกิจกรรมต่าง ๆ ของสมองกลับมาเหมือนตอนตื่นได้เร็ว

การนอนหลับลึก (slow-wave sleep) การนอนหลับระดับนี้เป็นการนอนหลับในระดับที่ลึก คลื่นสมองที่ตรวจได้ในระยะนี้จะเป็นคลื่นสมองที่ช้า มีความถี่น้อย กล้ามเนื้อมีความตึงตัวน้อย หากถูกปลุกให้ตื่นในระยะนี้จะตื่นได้ยากกว่า และมีช่วงเวลาที่งัวเงียครึ่งหลับครึ่งตื่นก่อนจะกลับมาสู่ระดับเหมือนตอนตื่นได้

การนอนหลับและฝัน ในระยะนี้ในทางสรีรวิทยาเรียกว่า rapid-eye-movement (REM) sleep เนื่องจากในระยะนี้จะตรวจพบคลื่นสมองจะเปลี่ยนกลับมาคล้ายกับช่วงที่ตื่น และมีการคลื่นไหวของลูกตาอย่างรวดเร็วเหมือนตอนกำลังดูหนังแอคชั่น แต่กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ตึงตัวอยู่กลับคลายตัวออกทั้งหมด อวัยวะภายในต่าง ๆ ก็จะทำงานช้าลงทั้งหมดด้วยไปด้วย ในระยะนี้เองที่ร่างกายของเรา “นอนหลับ” เหลือเพียงแต่สมองและสองตาเท่านั้นที่ยังทำงาน และเป็นช่วงเวลาที่เราฝันเห็นสิ่งต่าง ๆ

การนอนหลับแล้วฝัน จะเป็นช่วงเวลาที่กล้ามเนื้อและอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายชะลอการทำงานลง ทำให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง ในขณะเดียวกัน สมองที่ยังคงทำงานอยู่ ก็จะมีการส่งผ่านข้อมูลต่าง ๆ ที่สมองได้รับมาในตอนกลางวัน มาส่งรวบรวม ประมวลผล ส่งผ่านไปยังส่วนต่าง ๆ และเก็บเป็นความจำเอาไว้ ดังนั้นในบางครั้งหลายคนจึงมักจะสังเกตได้ว่า บางเหตุการณ์ในความฝันเป็นสิ่งที่เคยได้เจอ หรือคิดถึงมาก่อน และมีหลาย ๆ เรื่องผสมปนเปกัน บางคนสามารถจำความฝันของตนเองได้ด้วย

32190643153_3562e51a6f_b

สำหรับมนุษย์เรา การนอนหลับแล้วฝันมักไม่ได้เกิดขึ้นตลอดทั้งคืนของการนอนหลับ โดยเมื่อเราเข้านอนใหม่ ๆ ก็จะเริ่มต้นจากระยะที่ 1 และหลับลึกลงเรื่อย ๆ จนถึง REM ซึ่งโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณ 90 นาทีจากนั้นก็จะมีการสลับเปลี่ยนความลึกของการหลับไปมาได้ โดยส่วนใหญ่ครึ่งคืนแรกของการหลับ จะอยู่ในระยะ REM เป็นช่วงสั้น ๆ ไม่นานนัก และเมื่อการนอนหลับดำเนินไปเรื่อย ๆ จะเริ่มเป็นระยะ REM บ่อยขึ้นและนานขึ้นกว่าเดิมจนถึงตอนเช้าที่ตื่นนอน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงมักจะจดจำความฝันในช่วงเวลาที่ใกล้ ๆ จะตื่นในตอนเช้าได้ดี

ในระหว่างที่เรานอนหลับในระยะ REM จะมีแต่สมองและการเคลื่อนไหวของลูกตาเท่านั้นที่เป็นการทำงานของร่างกาย ร่างกายส่วนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นหัวใจ ปอด หลอดเลือดต่าง ๆ กล้ามเนื้อ ต่างจะลดการทำงานลงอย่างชัดเจน หัวใจจะเต้นช้าลง หายใจแผ่วลง กล้ามเนื้อต่าง ๆ คลายตัว ซึ่งทำให้ความดันโลหิตลดลงได้

การนอนหลับแบบที่มีการฝัน จึงเป็นการนอนหลับที่ร่างกายได้พักผ่อนและเกิดประโยชน์กับร่างกาย

อย่างไรก็ตามการหลับที่ดีและมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเป็นการนอนหลับที่ต่อเนื่องไม่มีสิ่งรบกวนเป็นเวลานานพอสมควร เพื่อให้สมองมีเวลามากพอที่จะเปลี่ยนระดับความลึกของการหลับไปถึง REM ได้

เคยมีการทดลองในหนูซึ่งเป็นสัตว์ทดลองโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้นอนหลับต่อเนื่องไปตลอด กับกลุ่มหนึ่งจะถูกปลุกเป็นระยะ ๆ ทุกครั้งที่คลื่นสมองแสดงให้เห็นว่าเริ่มหลับ เมื่อทำต่อเนื่องกันไปเรื่อย ๆ ผลพบว่าหนูในกลุ่มที่ไม่ได้นอน มีระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย หัวใจ ไต ทำงานผิดปกติไปอย่างรวดเร็ว และตายในเวลาต่อมาในขณะที่หนูในกลุ่มที่ได้นอนหลับ ไม่มีความผิดปกติใด ๆ เลย

300px-Obstruction_ventilation_apnée_sommeil.svg.png
Obstructive sleep apnea

สำหรับในมนุษย์เรา โรคบางชนิดเช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea) เป็นโรคที่วงการแพทย์หันมาให้ความสนใจกันมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมีข้อมูลที่พบว่า ผู้ป่วยที่หยุดหายใจในขณะนอนหลับ จะทำให้ออกซิเจนในเลือดลดลงเรื่อย ๆ จนสมองต้องออกจากการหลับลึกมาอยู่ระดับตื้นหรือแม้แต่ตื่นขึ้น เพื่อให้การหายใจกลับคืนมาอีกครั้ง เหตุการณ์เช่นนี้หากเกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะทำให้สมองไม่มีโอกาสได้เข้าสู่การนอนหลับระยะ REM เลย พาลทำให้หัวใจ ปอด หลอดเลือด กล้ามเนื้อต่าง ๆ ไม่ได้พักผ่อน (แม้ว่าจะนอนอยู่บนเตียง) ส่งผลระยะยาวที่สำคัญคือ โรคหัวใจ เส้นเลือดหัวใจตีบ เส้นเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตของร่างกาย และในปอดสูง เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงต่าง ๆ ตามมา

รู้อย่างนี้แล้ว เราควรหันมาใส่ใจสุขอนามัยของการนอนกันบ้าง โดยเน้นการนอนหลับให้นานพอ ปราศจากสิ่งรบกวน และจะให้ดี ควรจะหลับแล้วฝันด้วย ส่วนจะฝันเรื่องอะไร ได้ตัวเลขมาซื้อลอตเตอรี่กันหรือเปล่า อันนี้คงสุดแล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคลนะครับ (^^)

About Santi Silairatana 39 Articles
หมอที่ชอบงานเขียน วรรณกรรม การอ่าน และภาษา ไม่น้อยไปกว่าความรักในงานด้านการแพทย์ ผสมกันออกมาเป็นการรวบรวมสิ่งที่ได้เห็น ได้อ่าน หรือได้เรียนรู้ มาเล่าสู่กันฟัง